สนข. ผนึกกำลัง กมธ.คมนาคม วุฒิสภา เดินหน้ายุทธศาสตร์ 4 มิติ ชู 5 วาระเร่งด่วน ดัน พ.ร.บ.ตั๋วร่วม-สางปัญหารถบรรทุก-ปลดล็อกแลนด์บริดจ์ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและกฎหมายสำคัญด้านคมนาคม มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมผลักดันระบบขนส่งของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น ดร.จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข. พร้อมด้วย นางสาวนิยดา พุฒิวิทยานันท์ ผู้อำนวยการสำนักแผนงาน นางสาวพนิดา เขียวงามดี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน (ด้านการวางแผนการขนส่งและจราจร) และเจ้าหน้าที่ สนข. ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมกับคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา นำโดย นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม หัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมการประชุม เมื่อวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม การหารือครั้งนี้เป็นการรับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ดังนี้
1. คณะกรรมาธิการฯ ชื่นชมความชัดเจนของกรอบการทำงาน "4 มิติ (บก ราง น้ำอากาศ) 5 ภารกิจ 6 เป้าหมาย" ของกระทรวงคมนาคม พร้อมเสนอตัวเป็นกลไกสำคัญในการ พิจารณากฎหมายที่คั่งค้าง โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางของประชาชน รวมถึง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง และ พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อยกระดับระบบขนส่งสาธารณะของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2. เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงคมนาคมยืนยันมาตรการตรึงราคาค่าโดยสาร ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพ ควบคู่ไปกับการดูแลผู้ให้บริการขนส่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือกว่า 2,060 ล้านบาท แบ่งเป็น 1,458 ล้านบาท สำหรับกลุ่มรถบรรทุก รถจักรยานยนต์สาธารณะ แท็กซี่ และ 601 ล้านบาท สำหรับรถตู้ รถมินิบัส รถสองแถว และรถของ บขส. เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนอย่างครอบคลุม
3. เพื่อแก้ปัญหาถนนพัง ลดอุบัติเหตุ และขจัดการทุจริต กระทรวงคมนาคม และ กมธ. ได้เห็นพ้องในการใช้มาตรการเข้มข้นแบบคู่ขนาน อาทิ ด้านการปราบปราม โดยนำเทคโนโลยีระบบคัดกรองน้ำหนัก WIM (Weigh-In-Motion) มาติดตั้งบนเส้นทางสายรองและจุดสำคัญ เพื่อคัดกรองและส่งข้อมูลให้ตำรวจทางหลวงออกใบสั่งอัตโนมัติ เริ่มนำร่องแล้วที่สถานีหนองแค จ.สระบุรี ด้านการบริหารจัดการ นำเสนอให้กระทรวงคมนาคมสร้างแพลตฟอร์มกลาง เชื่อมโยงข้อมูล GPS เพื่อใช้ติดตามรถบรรทุกที่มีพฤติกรรมบรรทุกน้ำหนักเกิน และปรับแนวทางให้สอดรับกับเทคโนโลยีรถบรรทุกรุ่นใหม่ที่มีระบบการกระจายน้ำหนักได้ดีขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ต้องการบรรทุกสินค้าสามารถ "จ่ายค่าธรรมเนียมหรือภาษีเพิ่มอย่างถูกต้อง" แทนการลักลอบจนต้องจ่ายค่าปรับ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้
4. เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เสนอให้ทุกหน่วยงาน (ทล., ทช., กทพ., รฟท.) คุมเข้มโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยผู้รับจ้างต้องมีแผนจัดการจราจร และต้องมี "วิศวกรความปลอดภัย ระดับสามัญวิศวกรขึ้นไปคอยกำกับดูแล หากฝ่าฝืนข้อกำหนด ผู้ควบคุมงานมีสิทธิสั่งระงับการก่อสร้างทันที ซึ่งจะส่งผลให้ผู้รับจ้างต้องเสียค่าปรับรายวันตามสัญญา
5. สำหรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Landbridge) ระยะทาง 89.35 กิโลเมตร ที่มุ่งลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่ง กระทรวงคมนาคม เปิดโอกาสให้เอกชนที่มีศักยภาพเป็นผู้ออกแบบและลงทุนก่อสร้างทั้งหมดเพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและทุกภาคส่วน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาให้โครงการเดินหน้าได้อย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจในพื้นที่
การประชุมหารือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงคมนาคมมุ่งมั่นเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่ออุดรอยรั่วและยกระดับการทำงานให้ไร้รอยต่อ สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการสร้างระบบคมนาคมที่ สะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ราคาเหมาะสมเข้าถึงง่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งหมด