"สุริยะ" เปิดประชุม คจร. พร้อมมอบทุกฝ่ายเร่งดำเนินการโครงการสำคัญ พร้อมจัดการจราจรในพื้นที่เพื่อรองรับการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก สั่งการ "สนข.-รฟม." เข้าเช็คสภาพปัญหาจราจรระหว่างการก่อสร้าง - ปรับปรุงเส้นทางเพื่อเพิ่มทางเลือกการสัญจรให้กับประชาชน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันอังคารที่ 22 เมษายน 2568 โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร นายสุรพงษ์ เมี้ยนมิตร และ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ สนข. เข้าร่วมการประชุม ซึ่งในที่ประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการที่สำคัญ พร้อมกับร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดการจราจรเพื่อรองรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – ตลิ่งชัน รวมไปจนถึงแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เพื่อลดลดปัญหาจราจรติดขัดในจังหวัดภูเก็ต
สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินโครงการที่สำคัญมีทั้งหมด 8 เรื่อง ได้แก่ 1) ความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว 13 เส้นทาง ระยะทางรวม 276.84 กิโลเมตร ได้แก่ สายสีเขียว (สุขุมวิท) ช่วงหมอชิต - สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ – คูคต สายสีเขียว (สีลม) ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ – บางหว้า สายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ – หัวลำโพง ช่วงหัวลำโพง - บางแค (หลักสอง) และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ แอร์พอร์ตลิงค์ ช่วงพญาไท – สุวรรณภูมิ สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ – เตาปูน สายสีทอง ช่วงกรุงธนบุรี – คลองสาน สายสีแดง (เหนือ) ช่วงบางซื่อ – รังสิต สายสีแดง (ตะวันตก) ช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง และสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี
และ 2) คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการอนุญาตและแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนนในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและต้องการลดอุบัติเหตุ 3) รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการแก้ไขปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พ.ศ. 2567 - 2580 ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งต้องมีการรายงานกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทุกระยะ 6 เดือน เพื่อติดตามสถานการณ์ต่างๆ ใกล้ชิด 4) ความคืบหน้าการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการจราจรในระยะเร่งด่วนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ กทม. 104 จุด ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ 82 จุด อยู่ระหว่างดำเนินการ 22 จุด และในพื้นที่รับผิดชอบของ ทล.จำนวน 31 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จ 10 จุด อยู่ระหว่างดำเนินการ 21 จุด เป็นต้น
สำหรับเรื่องที่ 5) ความคืบหน้าโครงการภายใต้แผนแม่บทสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกาย ช่วงที่ 1 ก่อสร้างทางยกระดับและถนนฝั่งธนบุรี และช่วงที่ 2 ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทางขึ้น – ลง เมื่อโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกายแล้วเสร็จ จะช่วยแก้ไขปัญหาจราจรในภาพรวมของกรุงเทพมหานคร แบ่งเบาปริมาณการจราจรของสะพานกรุงธนและสะพานพระราม ๗ และเป็นการเชื่อมต่อโครงข่ายและกระจายการเดินทางของพื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี รวมทั้งจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรโดยรอบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางของศูนย์คมนาคมพหลโยธิน และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 6) ผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองหลักในภูมิภาค 11 จังหวัด
และ 7) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงรูปแบบการเดินทางเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าและสนามบิน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (พ.ศ. 2568 - 2580) เพื่อให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเชื่อมต่อการเดินทางครบทุกรูปแบบสำหรับคนทุกกลุ่มโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าและเชื่อมต่อกับสนามบิน ทั้งนี้ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย (จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมธนารักษ์) กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่า การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 8) สรุปผลการดำเนินงานคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (อจร.) ปีงบประมาณ 2567 และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กำชับทุกจังหวัดให้ดำเนินการจัดประชุม อจร. อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อแก้ไข ผลักดัน และติดตามปัญหาด้านการขนส่งและจราจรในเมืองภูมิภาคต่อไป
นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดการจราจรเพื่อรองรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – ตลิ่งชัน โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างในขั้นตอนการรื้อย้ายสาธารณูปโภค ซึ่ง รฟม. จำเป็นต้องรื้อย้ายสะพานรถข้ามทางแยก จำนวน 3 สะพาน ประกอบด้วย 1) สะพานสุทธาวาส (ข้ามถนนจรัญสนิทวงศ์) รื้อย้ายปี 2568 2) สะพานราชเทวี (ข้ามถนนพญาไท) รื้อย้ายปี 2568 และ 3) สะพานประตูน้ำ (ข้ามถนนราชดำริ/ถนนราชปรารภ) รื้อย้ายปี 2569 จึงจำเป็นต้องมีการกั้นพื้นที่ผิวจราจร ตามแนวเส้นทางที่มีการก่อสร้างบนถนนสายต่างๆ เช่น ถนนราชดำเนิน ถนนหลานหลวง ถนนเพชรบุรี ถนนราชปรารภ ถนนดินแดง และถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับงานก่อสร้าง
โดยพื้นที่สำคัญที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากการก่อสร้างคือถนนเพชรบุรีช่วงแยกยมราช แยกราชเทวี และแยกประตูน้ำ เนื่องจากถนนเพชรบุรีเป็นถนนสายหลักในเส้นทางทิศตะวันออก - ตะวันตก มีปริมาณการจราจรผ่านเส้นทางเป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม การค้า และการท่องเที่ยว มีห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก และโรงแรมในพื้นที่
จึงได้สั่งการให้ สนข. และ รฟม. เข้าตรวจสอบสภาพการจราจร ซึ่งพบว่า ความสามารถในการรองรับปริมาณการจราจรของถนนเพชรบุรีรวมทั้งบริเวณทางแยกลดลง ส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด จึงเห็นสมควรปรับปรุงเส้นทางการจราจรเพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางของประชาชน โดยปรับการจัดการเดินรถบนถนนพระราม 6 ช่วงแยกพงษ์พระราม - แยกอุรุพงษ์ ปรับเป็นเดินรถ 2 ทิศทาง ทิศทางละ 2 ช่องจราจร เพื่อให้รถที่ลงจากทางพิเศษที่ด่านอุรุพงษ์ และรถบนถนนพระราม 6 จากแยกศรีอยุธยาสามารถใช้ถนนพระราม 6 ไปที่แยกพงษ์พระรามแล้วเลี้ยวซ้ายไปแยกปทุมวัน โดยไม่ต้องผ่านถนนเพชรบุรี ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาจราจรบริเวณพื้นที่ก่อสร้างได้ ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ รฟม. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
นายสุริยะ กล่าวตอนท้ายว่า สำหรับโครงการบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรจังหวัดภูเก็ต ได้มอบหมายให้ สนข. ร่วมเข้าแก้ไขปัญหากับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับเรียกประชุมเป็นระยะ เพื่อสรุปผลการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม แต่ในสำหรับเบื้องต้นได้จัดทำแผนการดำเนินการเพื่อลดลดปัญหาจราจรติดขัดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้มีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence : AI) มาใช้วิเคราะห์ติดตามการไหลของจราจรและปรับสัญญาณไฟจราจรตามสภาพจราจรแบบปัจจุบันซึ่งเป็นโครงการที่รวมอยู่ใน 14 โครงการ ที่ได้เสนอขอรับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการปรับปรุงและเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัย ในการลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและทางน้ำที่สำคัญจึงมีความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงการบูรณาการเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดในจังหวัดภูเก็ต โดยควบคุมการไหลของการจราจร (TRAFFIC FLOW) และการเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร เพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของยานพาหนะบริเวณทางแยก และปรับการไหลของการจราจรตามเส้นทางให้เหมาะสม โดยนำระบบ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ติดตามการไหลของจราจรและปรับสัญญาณไฟจราจร ตามสภาพจราจรแบบปัจจุบัน (REAL TIME) และมีระบบศูนย์กลางข้อมูลจราจรในจังหวัดภูเก็ตที่มีศักยภาพในการนำข้อมูลไปประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลจราจรในจังหวัดภูเก็ต
โดยจำแนกโครงการเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1. โครงการบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1เป็นการติดตั้งระบบตู้จราจรอัจฉริยะ จำนวน 20 จุด และติดตั้งป้ายแสดงข้อมูล 5 จุด และ 2. โครงการบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 เป็นการติดตั้งระบบตู้จราจรอัจฉริยะ จำนวน 20 จุด ติดตั้งป้ายแสดงข้อมูล จำนวน 20 จุดและติดตั้งกล้องตรวจนับปริมาณจราจร จำนวน 10 จุด ทั้งนี้ ได้มอบหมายการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเร่งรัดการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ตโดยด่วน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการจราจรในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืนต่อไป
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งหมด