• เปลี่ยนการแสดงผล |
  • text-small
  • text-normal
  • text-large
  • text-white
  • text-black
  • text-yellow |
  • TH 
  • EN 

สนข. ร่วมหารือ TEBA ดึงเทคโนโลยียุโรปยกระดับคมนาคมไทย เดินหน้าลดอุบัติเหตุ พัฒนาโลจิสติกส์ และผลักดันไทยสู่ฮับคมนาคมภูมิภาค

สนข. ร่วมหารือ TEBA ดึงเทคโนโลยียุโรปยกระดับคมนาคมไทย เดินหน้าลดอุบัติเหตุ พัฒนาโลจิสติกส์ และผลักดันไทยสู่ฮับคมนาคมภูมิภาค

          สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมหารือกับสมาคมการค้าไทย-ยุโรป (TEBA) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งของไทย โดยมุ่งนำเทคโนโลยีและมาตรฐานจากยุโรปมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับความปลอดภัย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดร.จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข. พร้อมด้วย นางสาวนิยดา พุฒิวิทยานันท์ ผู้อำนวยการสำนักแผนงาน (สผง.) นางสาวพนิดา เขียวงามดี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน (ด้านการวางแผนการขนส่งและจราจร) และเจ้าหน้าที่ สผง. ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ Mr. Pierre Jaffre ประธานสมาคมการค้าไทย-ยุโรป (Thai-European Business Association : TEBA) พร้อมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมหารือ เมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ กระทรวงคมนาคม กลุ่มนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากยุโรปในวันนี้ กระทรวงคมนาคมเปิดโอกาสรับฟังข้อมูล โดยตั้งเป้าหมายว่า ทุกเทคโนโลยีหรือข้อเสนอแนะที่ TEBA นำเสนอ จะต้องนำมาพิจารณาเป็นการปฏิบัติเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ความรวดเร็วในการเดินทาง และการลดต้นทุนราคาสินค้าผ่านระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ โดยในการหารือ ทางคณะกรรมการ TEBA ได้นำเสนอประเด็นครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ โดยมีรายละเอียดและแนวทางขับเคลื่อนจากทางกระทรวงฯ ดังนี้
          1. ด้านยานยนต์และความปลอดภัยทางถนน Mr. Krzysztof Tokarz ตัวแทนคณะกรรมการฯ ได้นำเสนอความสำเร็จของยุโรปที่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนได้ถึง 60% พร้อมเสนอให้ไทยพิจารณาขยายการบังคับใช้ระบบเบรก ABS ในรถจักรยานยนต์ขนาดทั่วไป จากปัจจุบันที่กฎหมายไทยบังคับใช้เฉพาะรถขนาด 1,200 cc ขึ้นไป (ซึ่งครอบคลุมเพียง 20% ของตลาด) กรมการขนส่งทางบก กล่าวตอบรับในประเด็นนี้ว่า เรื่องอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระสำคัญและเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยรักษาชีวิตผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นพาหนะหลักของคนไทยส่วนใหญ่ และกระทรวงฯ จะเร่งจัดตั้งคณะทำงาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ TEBA เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย รวมถึงพิจารณานโยบายการตรวจสภาพรถและควบคุมความเร็ว เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
          2. ด้านการบินและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะกรรมการฯ TEBA ได้ตั้งคำถามถึงขีดความสามารถของสนามบิน ท่ามกลางปริมาณผู้โดยสารที่หนาแน่น รวมถึงผลกระทบจากราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ โดยทาง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้ชี้แจงถึงการนำ ระบบสแกนใบหน้าแบบครบวงจร (End-to-End Biometric Solution) มาใช้ตั้งแต่จุดเช็กอิน โหลดกระเป๋า ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง เพื่อลดความแออัด และได้ย้ำถึงการบริหารจัดการว่า เรากำลังยกระดับสนามบินไทยให้เป็นระบบไร้สัมผัสและไร้รอยต่อ อย่างไรก็ตาม เรื่องข้อจำกัดด้านการจัดเก็บข้อมูลผู้โดยสารของระบบ Biometrics ที่ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนยังลังเลในการใช้งาน ซึ่งกระทรวงฯ ได้สั่งการให้ ทอท. เร่งแก้ไขเงื่อนไขดังกล่าวให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่นักเดินทาง
          3. ด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ คณะกรรมการ TEBA เสนอประเด็นปัญหาความแออัดของท่าเรือแหลมฉบังที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่ง พร้อมสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับ โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ในมุมมองของนักลงทุน โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนเปรียบเทียบและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทางด้านการท่าเรือแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าปัจจุบันสามารถบริหารจัดการเวลาขนถ่ายสินค้าที่ล่าช้าให้ลดลงเหลือไม่ถึง 24 ชั่วโมงแล้ว และพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากยุโรปเข้ามาเสริมระบบ ขณะที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ( สนข.) ได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ประเทศว่า “โครงการ Landbridge ไม่ใช่แค่การเชื่อมฝั่งซ้ายและขวาของไทย แต่คือการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชีย รวมถึงจีนตอนใต้เข้าด้วยกัน ซึ่งผมมีความยินดีที่ทาง TEBA และกลุ่มสายเรือใหญ่อย่าง Maersk ให้ความสนใจอย่างมาก และกระทรวงฯ เตรียมตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย ร่วมกันเพื่อลงลึกในรายละเอียด นำไปสู่การลงทุน และการใช้ประโยชน์ต่อระบบโลจิสติกส์ของไทย
          4. การผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางซูเปอร์ยอร์ชระดับภูมิภาค ซึ่งทาง TEBA ได้เสนอให้กระทรวงฯ จัดตั้งบริการเบ็ดเสร็จจุดเดียว แบบ One-Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเรือซูเปอร์ยอร์ชเข้าประเทศ ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้อย่างมาก โดยนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ศักยภาพในตลาด High-end นี้ ของการนำเรือยอร์ชเข้าไทย ในช่วงหมดฤดูร้อนในฝั่งยุโรป ซึ่งทางกระทรวงจะไปประสานงานและสานต่อความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งเรามีทิศทางการทำงานที่สอดคล้องกัน เพื่อหารือในด้านข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมได้

          ในช่วงท้ายของการหารือ Mr. Pierre Jaffre ประธาน TEBA ได้กล่าวขอบคุณและแสดงความยินดีที่กระทรวงคมนาคมเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันในหลายมิติ โดย TEBA ยินดีที่จะเป็นสะพานเชื่อมให้ทางกระทรวงคมนาคม ในด้านเทคโนโลยีจากบริษัทชั้นนำในฝั่งยุโรป เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยต่อไป

หมวดหมู่

16 ครั้ง

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งหมด