• เปลี่ยนการแสดงผล |
  • text-small
  • text-normal
  • text-large
  • text-white
  • text-black
  • text-yellow |
  • TH 
  • EN 

สนข. ร่วมกับ USTDA เปิดเวทีระดมความเห็นเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่งต่อเนื่องอย่างบูรณาการของประเทศไทย

สนข. ร่วมกับ USTDA เปิดเวทีระดมความเห็นเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่งต่อเนื่องอย่างบูรณาการของประเทศไทย ผลักดันการขนส่งทางรางเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ลดอุบัติเหตุทางถนน ลดมลพิษ มุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน

          ดร.ปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 (The 1st Stakeholder Workshop) โครงการศึกษาจัดทำแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่งต่อเนื่องอย่างบูรณาการของประเทศไทยภายใต้การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance) จากองค์การการค้าและการพัฒนาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Trade and Development Agency: USTDA) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมี ดร.จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร นายสุวิชาณ สุระบาล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร นางสาวนิยดา พุฒิวิทยานันท์ ผู้อำนวยการสำนักแผนงาน (สผง.) นางสาวพนิดา เขียวงามดี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน ด้านการวางแผนการขนส่งและจราจร) เจ้าหน้าที่ สผง. ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยผู้แทนจาก USTDA, Federal Railroad Administration (FRA) of U.S. Department of Transportation (USDOT) , American Association of Railroads (AAR) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว

          ดร.ปัญญาฯ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Trade and Development Agency : USTDA) จำนวน 1,360,740 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีบริษัท CPCS Transcom Inc. เป็นที่ปรึกษา ระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งสิ้น 15 เดือน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาจัดทำแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่งต่อเนื่องอย่างบูรณาการของประเทศไทย และให้ข้อเสนอแนะแก่ประเทศไทยในการผลักดันการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบทางรถไฟ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนธันวาคม 2569 นี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของประเทศไทยในการลดต้นทุนการขนส่ง โดยเปลี่ยนสัดส่วนการขนส่งจากทางถนนไปสู่ทางราง การลดมลพิษ การลดอุบัติเหตุและการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน จากการปรับเปลี่ยนการขนส่งสินค้าทางถนนไปสู่ทางราง ตลอดจนการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

          ดร.จิรโรจน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการภายใต้โครงการศึกษาจัดทำแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่งต่อเนื่องอย่างบูรณาการของประเทศไทย ได้พิจารณาระเบียงการขนส่งหลักที่สำคัญ ได้แก่ (1) ท่าเรือ แหลมฉบัง - หนองคาย (2) สนามบินสุวรรณภูมิ - นิคมอุตสาหกรรม EEC (3) นิคมอุตสาหกรรม EEC และพื้นที่ฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย - พื้นที่ฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยเชื่อมต่อ ชุมพร - ระนอง (แลนด์บริดจ์) และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และ (4) นิคมอุตสาหกรรม EEC - เชียงรายถึงชายแดนไทย - ลาว ที่สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ - ห้วยทราย)

          ทั้งนี้ โครงการได้มีการกำหนดขอบเขตการดำเนินงานในการศึกษาทบทวนข้อมูลและประชุมร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาทบทวนการขนส่งต่อเนื่องในปัจจุบัน ทั้งการขนส่งภายในประเทศและระหว่างประเทศ การคาดการณ์ปริมาณการขนส่งและจราจร เพื่อนำไปสู่จัดทำแผนพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างบูรณาการ รวมทั้งระบุมาตรการจำเป็นเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากทางถนนไปสู่ทางราง ตลอดจนนำเสนอโครงการนำร่องอย่างน้อย 3 แห่ง เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์บูรณาการโลจิสติกส์และขนส่งต่อเนื่องในประเทศไทย รวมทั้งการวิเคราะห์รูปแบบการเงิน เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

          ดร.จิรโรจน์ฯ กล่าวตอนท้ายว่า การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ที่ สนข. และ USTDA จัดขึ้นในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความก้าวหน้า และผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของโครงการ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบของประเทศไทย ซึ่งจะได้นําไปวิเคราะห์เพื่อประกอบการศึกษาจัดทำแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่งต่อเนื่องอย่างบูรณาการของประเทศไทย ที่สามารถนำไปดำเนินการได้อย่างเป็น รูปธรรม และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของกระทรวงคมนาคมในการลดต้นทุนการขนส่ง ลดมลพิษจาก การขนส่งทางถนน ส่งเสริมความปลอดภัยจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากทางถนนไปสู่ทางราง ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

หมวดหมู่

80 ครั้ง

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งหมด